4 วิธีง่าย ๆ ! เปลี่ยนห้องเรียนธรรมดา ให้เป็น Blended Learning !

4 วิธีง่าย ๆ ! เปลี่ยนห้องเรียนธรรมดา ให้เป็น Blended Learning ! การเรียนที่ครูนำและนักเรียนขับเคลื่อน

Blended Learning คืออะไร?

หลาย ๆ คนเคยได้ยินคำว่า Blended Learning กันมาบ้างในยุค New Normal ที่การเรียนต้องผสมผสานระหว่างเรียนออนไลน์และการเรียนในห้องเรียน แต่ว่า Blended Learning นั้นไม่ใช่แค่การเรียนออนไลน์เท่านั้น

Blended Learning คือการเรียนแบบผสมผสานที่ไม่ใช่แค่การเรียนแบบเก่า ที่เด็กนั่งฟังครูสอนจากกระดานหน้าห้องเท่านั้น แต่เป็นการผสมผสานระหว่างการสอนแบบเก่าที่นำโดยครูกับการการสอนแบบใหม่ที่ใช้นักเรียนขับเคลื่อนห้องเรียนเป็นหลัก โดยการใช้กิจกรรมส่งเสริมการเรียน การแบ่งกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็น การเพิ่มกิจกรรมและการสื่อสารระหว่างนักเรียนและอาจารย์ให้มากขึ้น เพื่อเป็นการลดภาระคุณครู และเพิ่มโอกาสนักในการมีส่วนร่วมและนำการเรียนของตัวเองได้มากขึ้น

การออกแบบ Online Blended Learning อาจจะยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลาย ๆ คน ผู้ที่สนใจระบบ Online Blended Solution ที่พร้อมทั้งระบบ คู่มือครู และเนื้อหาคุณภาพ สามารถดูรายละเอียดระบบ Online Blended Learning จาก LearnEducation ที่นี่

 

แนะนำ Blended Learning สู่ห้องเรียน

การให้นักเรียนและคุณครูได้เริ่มทำความรู้จักกับ Blended Learning เป็นก้าวแรกที่จะพัฒนาระบบนี้ควบคู่กับการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเว็บไซต์ Mathletics ได้แนะนเคล็ดลับ 4 วิธีการเปลี่ยนห้องเรียนให้เข้าสู่ระบบ Blended Learning ไว้ดังนี้

  1. ใช้อุปกรณ์ที่หลากหลาย

การผสมผสานอุปกรณ์เทคโนโลนีข้ามาช่วยในการเรียนการสอนปกติคือจุดเด่นของ Blended Learning รวมทั้งการใช้เกมหรือระบบคอมพิวเตอร์มาใช้สลับกับการเรียนการสอนในห้องเรียนปกติ พร้อมกับเป้าหมายการเรียนและคำแนะนำที่ชัดเจน โดยเฉพาะระบบเกมส์จะช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมกับห้องเรียนมากขึ้น นอกจากนั้นอุปกรณ์ที่มากขึ้นและการใช้เกมเป็นสื่อยังช่วยให้นักเรียนสามารถกำหนดทิศทางการเรียนของตัวเองได้มากขึ้น

สำหรับอุปกรณ์ช่วยเรียนออนไลน์นั้นปัจจุบันมีให้เลือกมากมาย ทั้งหลักสูตร Online Blended Solution และเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ  ที่จะช่วยให้ห้องเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  1. ให้นักเรียนเข้าถึงเนื้อบทเรียนที่ง่ายขึ้น

การเรียนที่ดีไม่ควรจบแค่ในห้องเรียน ข้อดีของการผสมผสานเครื่องมือดิจิตอลในการเรียนคือ นักเรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้อย่างง่ายขึ้น นักเรียนสามารถเลือกทำกิจกรรมการเรียนได้ในเวลาที่ต้องการ โดยการใช้เครื่องมือดิจิตอลที่นักเรียนสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลาเช่น ควิซออนไลน์, บันทึกไฟล์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือระบบ LearnAnyWhere ทำให้การเรียนมีความยืดหยุ่นากขึ้นและไม่ต้องกลัวการเรียนขาดตอน

  1. เข้าถึงนักเรียนตัวต่อตัว

ในที่นี้ไม่ได้หมายให้ครูไล่ถามนักเรียนทุกคน แต่เป็นการค้นหาวิธีการเข้าหานักเรียนให้ครบ เข้าใจระดับการเรียน ความเร็วในการเรียนของนักเรียนแต่ละคน เพื่อที่จะจัดสรรการสอนได้อย่างเหมาะสมและสนับสนุนนักเรียนแต่ละคนได้แตกต่างกันไป โดยทำได้ผ่านการดูผลการวัดระดับความรู้ของนักเรียนหรือสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนระหว่างการทำกิจกรรมผ่านกิจกรรม Blended Learning หลาย ๆ แบบนั่นเอง

  1. เลือกรูปแบบห้องเรียนที่เหมาะกับทั้งนักเรียนและคุณครู

คุณครูสามารถทดสอบรูปแบบการเรียนหลาย ๆ แบบเพื่อหาว่าการเรียน Blended Learning รูปแบบไหนเหมาะกับห้องเรียนของคุณครูและนักเรียนในห้องมากที่สุด โดยรูปแบบการเรียน Blended Learning ที่คนรู้จักกันมีหลายแบบ

–          Station Rotation Model ห้องเรียนหมุนเวียน ในการเรียนมีกิจกรรมการเรียนรู้หลายแบบ ทั้งครูสอนในห้อง ออนไลน์และอื่น ๆ ให้นักเรียนเวียนเรียนผ่านการเรียนหลายรูปแบบตามตารางที่กำหนด เช่น คาบหนึ่งเรียนกับคอมพิวเตอร์ คาบต่อไปเรียนกับคุณครู ส่วนอีกคาบเรียนเป็นเกมการเรียนรู้ วนไปเรื่อยๆ 

–           Flipped Classroom Model ห้องเรียนกลับด้าน เปิดโอกาสให้นักเรียนนำการเรียนผ่านการหาข้อมูลและทำรายงานโดยครูมีหน้าที่เพียงแค่กำหนดหัวข้อ หรือเตรียมข้อมูลให้นักเรียนล่วงหน้า ส่วนนักเรียนจะเป็นผู้นำผลการค้นหาหรือสิ่งที่เรียน มานำเสนอและพูดคุยในห้องเรียน โดยมีครูเป็นที่ปรึกษา

–           Flex Model ห้องเรียนยืดหยุ่น นักเรียนได้เรียนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นตามความต้องการ ใช้การเรียนรู้ออนไลน์เป็นหลัก โดยทั้งเวลาและลักษณะการเรียนยืดหยุ่นไปตามความเหมาะสมและสะดวก โดยมีคุณครูเป็นผู้ช่วยชี้แนะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Mathletic